หน่วยที่ 6

หน่วยที่ 6
การเขียนรายงาน

 การเขียนรายงาน

             การเขียนรายงาน คือการเขียนเสนอผลงานอันได้มาจากการศึกษาค้นคว้าพิเศษนอกเหนือจากเรื่องที่ได้ศึกษาในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

รูปแบบของรายงาน

                รูปแบบของการรายงาน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนประกอบตอนต้น ส่วนเนื้อหา และส่วนประกอบตอนท้าย ดังนี้

  1. ส่วนประกอบตอนต้น
  2. หน้าปกรายงาน ควรเขียนด้วยลายมือตัวบรรจง ส่วนบนเขียนชื่อเรือง ส่วนกลางชื่อผู้รายงาน ส่วนล่างบรรทัดแรกให้เขียนว่า “รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา…” บรรทัดที่สองเป็นชื่อสถาบันศึกษา ส่วนบรรทัดที่สามบอกภาคที่เรียนและปีการศึกษา
  3. คำขอบคุณ เป็นส่วนที่ไม่บังคับ อาจมีหรือไม่มีก็ได้
  4. คำนำ เป็นการบอกขอบข่ายของเรื่อง สาเหตุที่ทำให้เลือกทำรายงานเรื่องนี้ จุดมุ่งหมายในการเขียน
  5. สารบัญ หมายถึง บัญชีบทต่าง ๆ ในสารบัญมีบทและตอนต่าง ๆ เรียงตามลำดับกับที่ปรากฏในหนังสือ นิยมทำบัญชีตารางหรือบัญชีภาพประกอบไว้ในหน้าถัดไปจากสารบัญ
  6. บัญชีตารางหรือภาพประกอบ (ถ้ามี) เพื่อให้มีเนื้อหาที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รายงานบางเรื่องอาจจะต้องใช้ตาราง นิยมทำบัญชีตารางหรือบัญชีภาพประกอบไว้ในหน้าถัดไปจากสารบัญ
  7. ส่วนเนื้อหา
  8. ส่วนที่เป็นเนื้อหา ต้องมีตอนนำ ตอนตัวเรื่อง และตอนลงท้ายเช่นเดียวกับการเขียนเรียงความ
  9. ส่วนประกอบในเนื้อหา ได้แก่

– อัญประกาศ คือข้อความที่คัดมากจากคำพูดหรือข้อเขียนของผู้อื่น โดยไม่ได้ดัดแปลง

                   – เชิงอรรถ คือ ข้อความท้ายหน้ามีไว้เพื่อแจ้งที่มาของข้อความในตัวเรื่อง

  1. ส่วนประกอบตอนท้าย
  2. บรรณานุกรม คือ รายชื่อสิ่งพิมพ์ตลอดจนวัสดุอ้างอิงทุกชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการทำรายงานพิมพ์ไว้ ตอนสุดท้ายของรายงาน การเขียนบรรณานุกรม ต้องบอกชื่อสกุลผู้แต่ง ชื่อหนังสือ ครั้งที่พิมพ์ เมื่อที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ จำนวนหน้า
  3. ภาคผนวกหรืออภิธานศัพท์ คือ ส่วนที่นำมาเพิ่มเติมท้ายรายงานเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

กระบวนการเขียนรายงาน

                ขั้นตอนการเขียนรายงาน มีดังนี้

  1.  การเลือกเรื่องและตั้งชื่อเรื่อง เรื่องที่เลือกมาศึกษา ควรเป็นเรื่องที่เสริมความรู้ในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ขอบเขต ที่เลือกควรเหมาะสมกับเวลาในการค้นคว้าและการเขียนรายงาน
  2. การกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่อง จะต้องมีจุดมุ่งหมายและเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เพื่ออะไร มีขอบเขตเพียงใด เช่น หากจะเขียนรายงานเรื่องพิธีมงคลโกนจุกอาจกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขต ดังนี้

จุดมุ่งหมาย : การศึกษาประเพณีไทยโบราณ

ขอบเขต : ความเป็นมาและพิธีโกนจุก

  1.  การเขียนโครงเรื่อง โครงเรื่อง คือ กรอบ ของเรื่องที่ใช้เป็นแนว ในการเขียนรายงาน โครงเรื่องประกอบด้วย บทนำหรือความนำซึ้งมีหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย ควรตั้งชื่อให้กะทัดรัด ใจความครอบคลุมเนื้อหา
  2.  การเขียนเนื้อหา ได้จากการค้นคว้า จากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจากการอ่าน การฟัง การสังเกต การสัมภาษณ์ ฯลฯ ที่ผู้เขียนได้บันทึกไว้ แต่ไม่ใช่การคัดลอกหรือตัดต่อ ผู้เขียนเรียบเรียงด้วยสำนวนของตนเอง สำนวนภาษาควรอ่านเข้าใจง่าย ใช้คำที่เหมาะสม ประโยคกะทัดรัด
  3. บทสรุป คือสรุปผลการศึกษาค้นคว้า มีการอภิปรายผลการศึกษาค้นคว้าและเสนอแนะ (ถ้ามี)
  4. การอ้างถึง หมายถึงการบอกให้ทราบว่าข้อความที่ใช้ในการเขียนรายงานมาจากแหล่งใด เพื่อผู้อ่านจะได้ตรวจสอบหรือติดตามอ่านเพิ่มเติม

การศึกษาค้นคว้าและการเขียนรายงาน

                การทำรายงาน คือ

– การศึกษาค้นคว้า

– การรวบรวมข้อมูลความรู้จากแหล่งสารสนเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในหัวเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ผู้ทำรายงานสนใจ

– แล้วนำเนื้อหาที่ค้นคว้าได้ มาเรียบเรียง จัดระเบียบ ลำดับความ

– แล้วสรุปเขียนออกมาเป็นรายงานอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

ขั้นตอนของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเขียนรายงาน มีดังนี้

  1. การเลือกหัวข้อและกำหนดขอบเขต (Choosing and narrowing the topic)
  2. การรวบรวมสารสนเทศ (Collecting information)
  3. การประเมินสารสนเทศและบันทึกข้อความ (Evaluating materials and recording information)
  4. การเรียบเรียงข้อมูลและการเขียนโครงเรื่อง (Organizing information and the outline)
  5. การเขียนรายงาน (Writing the paper)
  6. การเลือกหัวข้อและกำหนดขอบเขต (Choosing and narrowing the topic)
  7. ครอบคลุมเนื้อหาในรายงาน
  8. กำหนดหัวข้อของรายงานควรให้สั้นกะทัดรัด และตรงกับขอบเขตเนื้อหาของรายงานให้มากที่สุด

ข้อควรคำนึง

2.1 เลือกหัวข้อที่มีสารประโยชน์ มีคุณค่าและน่าสนใจ

2.2 เลือกหัวข้อที่มีเนื้อหาไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป

2.3 เนื้อหาขอบเขตไม่ควรกว้างจนเกินไป

2.4 ต้องมีเอกสารอ้างอิงมากพอสมควร

2.5 หัวข้อรายงานควรเป็นหัวข้อที่ผู้เขียนสามารถแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์วิจารณ์ได้ ฉะนั้นควรหลักเลี่ยงหัวข้อที่นำเสนอแต่ข้อเท็จจริง (Factual report) เช่น รายงานเรื่องราวชีวประวัติของบุคคล (Biographical papers) ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงหรือวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ นอกจากการนำเสนอในประเด็นอื่น ๆ เช่น วิเคราะห์ผลงานของบุคคลสำคัญ หรือเปรียบเทียบผลงานกับบุคลอื่น ๆ

  1. การรวบรวมสารสนเทศ (Collecting information)

                เริ่มทำการศึกษาค้นคว้าสืบค้นข้อมูล โดยการรวบรวมเอกสาร สิ่งพิมพ์ โสตทัศนวัสดุสารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ที่คิดว่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับหัวข้อรายงาน

 การทำรายการอ้างอิง

  1. หนังสือ

แบบแผน

ผู้แต่ง.  ปีที่พิมพ์.  ชื่อหนังสือ.  เล่มที่ (ถ้ามี).  ครั้งที่พิมพ์.  สถานที่พิมพ์ : สำนักพิมพ์.

ตัวอย่าง

ประเวศ วะสี.  2538. ธรรมิกสังคม.  กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง.

ภูมิพลอดุลยเดชฯ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.  2540.  พระมหาชนก. พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพ :

อมรินทร์พรินติ้งแอนด์พับลิชซิ่ง.

มหาวิทยาลัยพายัพ.  คณะมนุษยศาสตร์.  สาขาวิชาประวัติศาสตร์.  2539.  คริสตศาสตร์กับสังคมเชียงใหม่

      (Christianity and Chiang Mai Society).  เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง.

  1. วารสาร

แบบแผน

ผู้แต่ง.  ปี.  “ชื่อบทความ.”  ชื่อวารสาร.  เลขปีที่, เลขที่ฉบับ (เดือน) : เลขหน้า.

 ตัวอย่าง

สุนทร  มณีสวัสดิ์.  2540.  “กฎหมายไทยในทศวรรษหน้า.”  วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช.  10, 2                 (พฤษภาคม – สิงหาคม) : 76-86.

  1. สารสนเทศระบบออนไลน์ (Online  information)

แบบแผน

ผู้แต่งหรือผู้รับผิดชอบ.  ปีที่บันทึกข้อมูล.  “ชื่อบทความ.”  แหล่งที่มา แหล่งการติดต่อเครือข่ายหรือการถ่าย
โอนแฟ้มข้อมูล : ที่เก็บแฟ้มข้อมูล ชื่อแฟ้มข้อมูล (วัน เดือน ปี ที่ค้นข้อมูล).

Author.  Year.  “Title.”  Available  Protocol and address or FTP : path or directories or file (Access date)

ตัวอย่าง

ดำรง  เลาหะพรสวรรค์.  2541.  “เวียนศีรษะจากโรคของหู”  แหล่งที่มา http://www.Thaiclinic.com/vertio.html

(25 ต.ค.2541).

ประเภทของการเขียนรายงานและวิธีการนำเสนอ

ประเภทของรายงานและวิธีการนำเสนอ

             การเขียนรายงานมี 3 ประเภท

  1. การเขียนรายงานด้วยการพูด ใช้วิธีการพูดนำเสนอข้อมูล อาจมีสื่ออุปกรณ์ ประกอบเพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจยิ่งขึ้น เช่น แผนภูมิ สไลด์ การสาธิตหรือเอกสารอื่นประกอบ
  2. การายงานด้วยการเขียน ใช้วิธีการอธิบาย เขียนบรรยายในการนำเสนอข้อมูล
  3. การเขียนรายงานการใช้โสตทัศนูปกรณ์ ใช้วิธีสร้างวีดีทัศน์หรือสไลด์
  1. วิธีการายงานด้วยการพูด

                การเขียนรายงานด้วยการพูดเป็นการพูดต่อชุมชนวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้รายงานต้องเรียบเรียงถ้อยคำและข้อมูลต่าง ๆ มาเป็นอย่างดี อาจมีการบันทึกย่อหัวข้อที่ต้องการนำเสนอ เพื่อช่วยความจำในการพูดก่อนการพูดรายงานผู้พูดควรฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีแล้ว

วิธีและขั้นตอนการายงานด้วยการพูด

                ขั้นตอนที่ 1 เตรียมเรื่องจากรายงานเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกเรื่อง พิจารณาตีความหัวข้อเรื่องวางโครงเรื่อง ค้นคว้าหาความรู้และเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะนำเสนอต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในการประกอบรายงาน เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจเรื่องชัดเจนขึ้น อาจจะเป็นรูปภาพ หุ่นจำลอง ของจริง หรือการสาธิต ซึ่งรายงานด้วยการเขียนอาจทำไม่ได้

ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมตัวคือการฝึกซ้อมที่จะพูดรายงาน ควรมีการฝึกซ้อมเพื่อให้จดจำเรื่องราวที่จะพูดได้แม่นยำ และใช้อุปกรณ์ได้ถูกต้องเหมาะสม อาจจะมีการตัดทอนหรือเพิ่มเติมเนื้อหาเพื่อให้เหมาะสมกับเวลาหรือพิจารณาจัดลำดับหัวข้อหรือเนื้อหาใหม่ให้ง่ายต่อความเข้าใจและการนำเสนอ

ขั้นตอนที่ 4 การนำเสนอรายงาน ควรเริ่มด้วยการกล่าวทักทายผู้ฟังตามหลักการพูดในที่ชุมชนเป็นคำนำนั้นเอง ในตอนท้ายก่อนจบเรื่องควรเปิดโอกาสให้มีการซักถาม ข้อสงสัยเสร็จแล้วก็ควรกล่าวคำอำลาและขอบคุณผู้ฟัง

สิ่งควรระวัง คือ การพูดรายงาน อย่าพูดเหมือนกับอ่านหนังสือ

  1. วิธีการรายงานด้วยการเขียน

                รายงานคือการนำความรู้ที่ได้จากการค้นคว้า ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วมาเรียบเรียงนำเสนอด้วยการเขียน โดยอาจจะมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของผู้รายงานประกอบด้วย

ลำดับขั้นตอนการเขียนรายงาน

                ขั้นตอนที่ 1 เลือกหัวข้อรายงานหากเป็นกรณีผู้เรียนได้รับมอบหมายให้ทำรายงาน เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ข้ามตอนนี้ไปได้ แต่ถ้าต้องเลือกหัวข้อเองก็ควรเลือกเรื่องที่น่าสนใจ มีประโยชน์และผู้เขียนมีข้อมูลมากพอสมควร

ขั้นตอนที่ 2 พิจารณาตีความหมายหัวข้อเรื่อง ในกรณีที่หัวข้อเรื่องรายงานมิได้มีความหมายตรง ๆ เช่น วิตามินอี ประวัติศาสตร์ยุคหิน ผ้าทอลายมัดหมี่ของอีสาน ซึ่งมีความหมายดีไปหลายนัย ผู้เขียนต้องตีความหมายของหัวเรื่องนั้นเสียก่อน เช่น รั่วกินได้ หมายถึงพืชที่ปลูกแล้วไต่ขึ้นรั่วได้ ได้แก่ กระถิน ชะอม ในขั้นพิจารณาตีความนี่ อาจทำให้รู้จุดหมายในการเขียนว่าต้องการอะไรมีจุดประสงค์อะไรในการเขียน

ขั้นตอนที่ 3 การวางโครงเรื่องเมื่อตีความหมายหัวเรื่องได้แน่นอนแล้ว ก็วางโครงเรื่องว่าจะตั้งขอบข่ายไว้แค่ไหน จะขยายหัวข้อเรื่องไปเป็นเรื่องย่อย หรือหัวข้อย่อยอะไรบ้าง เพื่อจะได้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น ชักชวนให้ทำรั่วกินได้ เพื่อจะได้บริโภคพืชผักปลอดสารพิษและช่วยประหยัดรายจ่ายประจำวัน เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 4 การค้นคว้าและเก็บข้อมูล เมื่อวางโครงเรื่องได้แล้ว ก็ถึงขั้นนำข้อมูลที่รวบรวมไว้มาเรียบเรียงให้ได้ตรงตามเค้าโครงเรื่องหรือหัวข้อย่อยที่วางไว้ ในขั้นตอนนี้การสรุป การย่อ การเก็บสาระที่สำคัญให้เป็นนั้นเป็นสิ่งที่ผู้เรียนต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ขั้นตอนที่ 5 นำข้อมูลที่ได้มาจัดระบบระเบียบ เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนพร้อมมูลแล้วให้นำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาว่าอยู่ในหัวข้อย่อยข้อใด ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันหรือไม่ จัดลำดับขั้นตอนมีข้อมูลที่ควรเพิ่มเติมหรือคัดออกหรือไม่ ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญของรายงานนั้น คือ การทำข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้ามาเรียบเรียงใหม่ด้วยภาษาของผู้เขียนเอง แล้วนำเสนอรายงานในรูปแบบการเขียนรายงานต่อไป

สำหรับการายงานด้วยการเขียนนั้นมีวิธีและรูปแบบเฉพาะ ผู้เรียนจะได้ศึกษา รายละเอียดเกี่ยวกับองค์ประกอบของรายงานในตอนที่ 3

  1. วิธีรายงานด้วยการใช้โสตทัศนูปกรณ์

                การรายงานด้วยการใช้โสตทัศนูปกรณ์โดยใช้วิธีสร้างวีดีทัศน์ สไลด์ประกอบเสียงบรรยาย การรายงานประเภทนี้จะใช้เฉพาะในสำนักงาน หน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัศนูปกรณ์เป็นผู้ควบคุม เช่น รายงานแนะนำโรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ การแนะนำพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคล ตรัง การรายงานตัวด้วยวิธีนี้ขั้นตอนการผลิตยุ่งยากมาก ไม่สามารถที่จะทำเองได้ ต้องใช้ผู้ชำนาญการ โดยเฉพาะด้านการผลิตวีดีทัศน์ การถ่ายภาพ การบันทึกเสียงเป็นต้น

การรายงานด้วยการใช้โสตทัศนูปกรณ์ เมื่อเตรียมการรวบรวม เรียบเรียงข้อมูลต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็จะถึงขั้นการถ่ายทำสื่อวีดีทัศน์หรือภาพสไลด์ประกอบเสียงคำบรรยาย ซึ่งการดำเนินการผลิตสื่อนั้นมีจำกัดหลายประการ อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็สูงมากด้วย ดังนั้นการบรรยายด้วยการใช้โสตทัศนูปกรณ์จึงมิใช้สิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนที่จำมาทำรายงานเพียงแต่ให้นักเรียนได้รู้จักไว้เท่านั้นเอง

การรายงานทั้ง 3 วิธีนี้ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องมีการค้นคว้าเตรียมข้อมูลและนำเสนอข้อมูลมาเรียบเรียง จะมีขั้นตอนเหมือนกับที่ได้กล่าวได้แล้วในตอนที่ 1

ลักษณะองค์ประกอบของรายงานรูปเล่ม

                รายงานรูปเล่ม คือ รายงานที่จัดทำเป็นรูปเล่ม เสนอเนื้อหาโดยการเขียน

ลำดับขั้นตอนองค์ประกอบ

                รายงานรูปเล่มมีองค์ประกอบ คือ ปกนอก ใบรองปก ปกใน คำนำ สารบัญ บัญชีตาราง บัญชีภาพประกอบ แผนที่หรือแผนภูมิ ซึ่งนับว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของรายงานที่ผู้เขียนได้จาดการรวบรวมค้นคว้าข้อมูล แล้วนำมาเขียนเรียบเรียงตามแนวความคิดและภาษาของผู้เขียนรายงานเอง

ลักษณะและจุดประสงค์ขององค์ประกอบ

                ลักษณะและจุดประสงค์ขององค์ประกอบแต่ละส่วนจะมีรูปแบบเฉพาะตัวดังนี้

  1. ปกนอก

                ใช้กระดาษที่มีความหนากว่าส่วนอื่น ๆ และให้มีข้อความต่าง ๆ เช่น ชื่อเรื่องที่ทำรายงาน ชื่อผู้ที่จะทำรายงาน ประเภทของรายงาน รายวิชา สถานศึกษา ระยะเวลา

  1. ใบรองปก

                เป็นกระดาษไม่มีข้อความใด ๆ เลย อยู่ถัดจากปกนอก (ด้านหน้า-ด้านหลัง) มีไว้สำรอง เมื่อปกหลุดหรือแกขาด

  1. ปกใน

                คือ ส่วนที่อยู่ถัดจากใบรองด้านหน้าเข้าไป ใช้กระดาษเขียนรายงานธรรมดา ข้อความต่าง ๆ เหมือนกับปกนอกแต่เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียนรายงานเข้าไป

ในกรณีที่ผู้จัดทำรายงานหลายคน ปกนอกให้เขียนชื่อหัวหน้ากลุ่มและคณะ ส่วนรายชื่อทั้งหมดให้เขียนลงในปกใน

ตัวอย่างปกนอกและปกใน

 

วรรณคดีพุทธศาสนาในสมันอยุธยา

 

 

 

พัชรา  ตั้งใจจริง
มัธยมศึกษาปีที่ ๔/๑

เสนอ

คุณครูสมใจ  สอนดี

 

 

 

 

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาภาษาไทย รหัส ๔๐๑๑๐๑

โรงเรียนเด็กดีวิทยา

ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๐

 4.คำนำ

                คือ ส่วนที่อยู่ถัดจากปกใน สำหรับบอกให้ทราบว่า

4.1  รายงานนี้มีจุดประสงค์อย่างไร

4.2  มีแรงบันดาลใจอย่างไรที่ทำให้สนใจรายงานนี้ หรือได้รับมอบหมายจากใครให้ทำ

4.3  มีอุปสรรคและปัญหาในการค้นคว้าอย่างไร

4.4  รายงานมีประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างไร

4.5  มีใครให้ความช่วยเหลือในการทำงานอย่างไร ให้กล่าวขอบคุณในตอนท้าย

ตัวอย่าง

 

คำนำ

 

……………….

 

                พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาช้านาน ตนประเทศไทยได้รับสมญานาม ว่าเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวไทยอย่างยิ่ง วรรณคดี เป็นเสมือนกระจก สะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตและสังคมในยุคสมัยของมนุษย์ ลัทธิความเชื่อ อุดมคติต่าง ๆ จะปรากฏในวรรณคดี ดังนั้นวรรณคดีพุทธศาสนาจึงเป็นแนวทางหนึ่ง ที่สามารถศึกษาถึงแนวคิดด้านศาสนาในยุคสมัยของวรรณคดีนั้นได้ วรรณคดีพุทธศาสนา สมัยอยุธยา จึงเป็นวรรณคดีที่ผู้เขียนสนใจจะวิเคราะห์แนวคิดอุดมคติและปรัชญาทางศาสนา

ผู้เขียนจึงหวังว่า แนวคิดนี้แม้จะเป็นเพียงแนวทัศนะโดยส่วนตัวของผู้เขียน แต่ก็อาจมีประโยชนต่อผู้อ่านบ้าง

พัชรา  ตั้งใจจริง
๑๕ กันยายน ๒๕๕๐

 5. สารบัญ

                เป็นหน้าที่ที่จะบอกผู้อ่านว่า เรื่องแต่ละตอนอยู่หน้าไหนในฉบับรายงาน การเขียนสารบัญนั้นด้านซ้ายจะเขียนชื่อเสียง ด้านขวาจะเขียนหน้าที่เรื่องที่ปรากฏอยู่

ตัวอย่าง

 

 

สารบัญ

เรื่อง   หน้า
บทนำ
ความหมายของวรรณคดี
โฉมหน้าวรรณคดีสมัยอยุธยา
วรรณคดีกับศาสนา
วรรณคดีพุทธศาสนาในสมัยอยุธยา ๑๒
นิทานชาดก ๑๓
กวีวรรณคดีพุทธศาสนา ๑๕
สรุป ๒๑

 

 

 6. บัญชีตาราง เป็นหน้าถัดไปจากสารบัญ ถ้ารายงานนั้นไม่มีการยกตารางข้อมูล สถิติตัวเลขมาประกอบก็ไม่ต้องมี

 

  1. บัญชีภาพ ประกอบด้วยภาพแผนที่หรือแผนภูมิ หรือแผนผังประกอบในเนื้อหารายงาน ให้ทำบัญชีไว้อีกหน้าหนึ่งต่างหาก ถัดจากบัญชีตาราง แต่ถ้าไม่มีภาพก็ไม่ต้องใส่ไว้ก็ได้

ตัวอย่าง

บัญชีภาพ

ภาพประกอบที่   หน้า
1. ภาพปั้นแกะสลักเกี่ยวกับวรรณคดีในวัด
2. ภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวรรณคดีพุทธศาสนาในโบสถ์วิหาร

 

 

  1. เนื้อหาและส่วนประกอบของเนื้อหา

                เนื้อหาเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของรายงาน ซึ่งจะต้องกล่าวถึงเรื่องที่มีข้อมูลได้มากจากการค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เนื้อหาจะต้องเป็นไปตามโครงเรื่อง และจะต้องเป็นไปตามหลักการเขียนเรียงความ เนื้อหาจะต้องประกอบด้วย

 

บทนำ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                    

เนื้อเรื่อง                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               

สรุป                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       

 

  1. บรรณานุกรม คือ รายชื่อเอกสารสิ่งพิมพ์ หนังสือ วัสดุ เช่น รูปภาพ ที่ผู้รายงาน นำมาประกอบในการค้นคว้าเขียนรายงาน โดยจะอยู่ในส่วนท้ายของรายงาน และมีแบบการเขียน โดยเฉพาะซึ่งผู้เรียนจะได้ศึกษา

สรุปแล้วองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ของรายงานคือ

  1. ปกนอก
  2. ใบรองปก
  3. ปกใน
  4. คำนำ
  5. สารบัญ
  6. บัญชีตาราง
  7. บัญชีภาพประกอบ
  8. เนื้อหา
  9. บรรณานุกรม

วิธีการเขียนรายงานทางวิชาการ

                วิธีการเขียนรายงานเริ่มจากการนำข้อมูลที่ได้ทำการศึกษาและรวบรวมบันทึกไว้ตามรายการที่กล่าวไว้แล้วมา เข้าสู้ขั้นตอนการเขียนรายงาน โดยนำข้อมูลเรื่องราวที่ค้นคว้ามาผนวกกับความรู้ความเข้าใจของผู้เขียน แล้วเรียบเรียงด้วยภาษาของผู้เขียนเองตามโครงเรื่องที่วางไว้ การเขียนแบบนี้ไม่ต้องทำเชิงอรรถ แต่รายชื่อหนังสือที่ใช้ค้นคว้าต้องนำไปเขียนไว้ในบรรณานุกรมหรือถ้ามีข้อความนั้นคัดลอกมาโดยตรง เมื่อเขียนในรายงานให้ใส่เครื่องหมายอัญประกาศ “…(ข้อความที่คัดลอกมา)…” ข้อความนั้นไว้แล้วทำเชิงอรรถ

                “ไม่จำเป็นที่นักเขียนจะต้องทำตามสมัย…(ตรง ๓ จุด คือ ข้อความที่คัดลอก) ในฐานะ ผู้ประกอบศิลปะนักเขียนจะฝ่าฝืนกฎธรรมชาติไม่ได้ นักเขียนจะประกอบศิลปะตามที่ตนถนัดเท่านั้น…”๑ (ตรง ๓ จุดคือข้อความที่คัดลอกและเลข ๑ คือเลขบอกเชิงอรรถ)

ม.ล. บุญเหลือ เทพสุวรรณ “นักเขียนในฐานะผู้ประกอบศิลปะ” ปากไก่ ฉบับวรรณกรรมวิพากษ์ (กรุงเทพฯ : สมาคมนักเรียนเก่าแห่งประเทศไทย, ๕ พฤษภาคม ๒๕๑๘ หน้า ๑๕๖-๑๘๒)

ไว้หลังข้อความนั้น หรือถ้ามากกว่าข้อความนั้นยาวเกินไป ให้คัดข้อความยางตอนออกและใส่…(3จุด) ตรงข้อความที่คัดลอก เช่น

ข้อความที่ย่อหรือถอดความไม่ต้องใส่เครื่องหมายอัญประกาศแต่ทำเชิงอรรถไว้โดยใส่เลขบอกเชิงอรรถท้ายข้อความที่ย่อ

ข้อความที่เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนรายงานเอง ไม่ต้องใส่เครื่องหมายอัญประกาศและไม่ต้องทำเชิงอรรถ

ตารางภาพประกอบ แผนที่ แผนภูมิที่มิได้ทำขึ้นเองแต่นำมาจากแหล่งอื่นต้องทำเชิงอรรถอ้างอิงไว้ด้วย ซึ่งท่านจะได้ศึกษาหาวิธีเขียนเชิงอรรถในลำดับต่อไป

วิธีการเขียนบรรณานุกรม

ในการเขียนรายงานผู้เขียนจะต้องค้นคว้าข้อมูลความรู้ มาจากเอกสาร หนังสือตำรา จึงจำเป็นต้องบอกชื่อหนังสือพร้อมผู้แต่งไว้ด้วยในบรรณานุกรม จึงสรุปได้ว่า

บรรณานุกรม คือ รายงานหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ รวมทั้งโสตทัศนวัสดุที่นำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงในการเขียนรายงาน โดยเรียงลำดับชื่อผู้แต่งไว้ท้ายเรื่อง

จุดมุ่งหมายของการเขียนบรรณานุกรม

  1. เพื่อให้รายงานนั้นเป็นรายงานที่มีเหตุผล มีสาระที่น่าเชื่อถือ
  2. เขียนเรียงลำดับบรรณานุกรมตามชื่อผู้แต่งและตามชื่อสกุลในกรณีที่มีบรรณานุกรมนั้นเป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้เขียนบรรณานุกรมภาษาไทยก่อน
  3. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจศึกษาค้นคว้ารายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งศึกษาได้จากบรรณานุกรมนั้น ๆ
  4. เพื่อให้สามารถตรวจสอบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่นำมาอ้างได้

 วิธีเขียนบรรณานุกรม

  1. เขียนไว้ส่วนท้ายของรายงาน
  2. เขียนเรียงลำดับบรรณานุกรมตามชื่อผู้แต่งและตามชื่อสกุล ในกรณีนั้นที่บรรณานุกรมนั้นเป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้เขียนบรรณานุกรมภาษาไทยก่อน
  3. เขียนบรรทัดแรกของบรรณานุกรมชิดด้านซ้าย และถ้าไม่จบให้ขึ้นบรรทัดใหม่โดยย่อหน้าประมาณ 8 ช่วงตัวอักษร
  4. สิ่งที่นำมาเขียน คือ ชื่อผู้แต่ง ชื่อสกุล ชื่อเรื่อง (ขีดเส้นใต้) คำอธิบายชื่อเรื่อง (ถ้ามีขีดเส้นใต้ด้วย) ครั้งที่พิมพ์ ปีที่พิมพ์ (จุลภาค) จำนวนหน้า (มหัพภาค)
  5. ถ้าสิ่งพิมพ์นั้นไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งให้ใช้ชื่อเรื่องเป็นรายการแรกของบรรณานุกรม
  6. ชื่อผู้แต่งที่มีบรรดาศักดิ์นำหน้า เช่น ม.ล., ม.ร.ว., ม.จ., ฯลฯ หรือชั้นยศที่ได้รับ พระราชทานชั้นยศของทหารตำรวจตั้งแต่สัญญาบัตรขึ้นไป เช่น พระ, พระยา, เจ้าพระยา พลเอก ฯลฯ ให้นำไปใส่ไว้ข้างหลังชื่อสกุล โดยมีเครื่องหมายจุลภาค. (,) คั่น เช่น ศึกฤทธิ์  ปราโมช, ม.ร.ว.  จุลจักรพงษ์, พระองค์เจ้า ฯลฯ

แบบการเขียนบรรณานุกรม

  1. ผู้แต่งคนเดียว

                                ตัวอย่าง

ลัลลนา  ศิริเจริญ.  คู่มือกำสรวลศรีปราชญ์.  กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, ๒๕๔๗.
  1. ผู้แต่ง 2 คน

                                ตัวอย่าง

สิทธา  พินิจภูวดลและนิตยา  กาญจนวรรณ.  ความรู้ทั่วไปทางวรรณกรรมไทย.  กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย,
๒๕๓๒.
  1. ผู้แต่ง 3 คน

                                ตัวอย่าง

บรรพต  วีระชัย, สุขุม  นวลสกุลและบวร  ประพฤติดี.  รัฐศาสตร์ทั่วไป.  กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย
รามคำแหง,  ๒๕๒๘.
  1. ผู้แต่ง 3 คนขึ้นไป ให้ลงเฉพาะชื่อคนแรก แล้วตามด้วยคำว่า “และคนอื่นๆ”

                                ตัวอย่าง

ฉวีวรรณ  จุณณานนท์และคนอื่น ๆ. คุนกันกับหมอเรื่องลูก.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์,
๒๕๔๒.
  1. หนังสือไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ให้ใช้เรื่องเป็นรายการแทนชื่อผู้แต่ง

                                ตัวอย่าง

ลิลิตพระลอ.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ : คุรุสภา ๒๕๐๑, ๑๙๐ หน้า
  1. ผู้แต่งใช้นามแฝง ในกรณีที่เราทราบนามจริงไว้ท้ายนามแฝง แต่ถ้าไม่ทราบนามจริงให้วงเล็บนามแฝงไว้

                                ตัวอย่าง

ดอกไม้สด (ม.ล.บุปผา  นิมมานเหมินทร์).  ผู้ดี.  พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๔๙.

ศ.ป. (นามแฝง) นักปราชญ์.  พระนคร : โรงพิมพ์ทรงธรรม,  ๒๕๔๗

  1. หนังสือชุด

                                ตัวอย่าง

สุลักษณ์  ศิวรักษ์.  ปรัชญาการศึกษา.  (หนังสือชุดมหาวิทยาลัยสำหรับชาวบ้านอันดับ ๑)  กรุงเทพฯ :
เคล็ดไทย,  ๒๕๑๖.
  1. ผู้แต่งเป็นสถานบัน ให้ใช้ชื่อสถานบันขึ้น ให้ใส่จุลภาค (,) แล้วตามด้วยตำแหน่งของสถาบัน

                                ตัวอย่าง

นักเขียนหนังสือประเทศไทย,  สมาคม.  ปากไก่ฉบับวรรณกรรมวิพากษ์.  กรุงเทพ : สมาคมนักเขียนแห่ง
ประเทศไทย,  ๒๕๑๘.

ศิลปกร, กรม.  นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดเชียงใหม่.  กรุงเทพ : โรงพิมพ์การศาสนา,  ๒๕๑๖

  1. ผู้แต่งมียศหรือบรรดาศักดิ์ ยกเว้นทางวิชาการให้ใส่ชื่อ ใส่จุลภาค (,) ตามด้วยหรือบรรดาศักดิ์

                                ตัวอย่าง

จุลจักรพงษ์,  พระองค์เจ้า.  เกิวังปารุสก์.  พิมพ์ครั้งที่ ๔.  พระนคร : คลังวิทยา,  ๒๕๐๑.

ศึกฤทธิ์  ปราโมช, ม.ร.ว.  ห้วงมหรรณพ.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สยามรัฐ, ๒๕๔๒.

สรุป

การรายงาน คือ การรวบรวมหลักฐานที่แสดง ถ้าข้อเท็จจริงเป็นข้อมูลที่นพมา ปฏิบัติหรือปรับปรุงงานได้ การายงาน แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ การายงานด้วยการพูด การายงานด้วยการเขียนและการายงานโดยใช้โสตทัศนูปกรณ์

ดาวน์โหลดไฟล์

หน่วยที่ 6.pdf

หน่วยที่ 6.dox

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s